อุปสงค์
อุปสงค์ คือ การเสนอเลือกซื้อสินค้าในปริมาณที่ผู้บริโภคต้องการ ในราคาต่างๆ ในเวลาใดเวลาหนึ่ง มีความต้องการจงใจที่จะซื้อ และความสามารถที่จะซื้อในช่วงเวลานั้น
ดังนั้นแล้วจึงเป็นความต้องการที่สามารถ ซื้อได้จริงตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะต้องมีความต้องอย่างและมีเงินที่จะจ่ายได้
ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์
การที่ผู้บริโภคต้องการที่จะซื้อสินค้าหรือบริการในชระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง จะมีมากน้อยซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์
การที่ผู้บริโภคต้องการที่จะซื้อสินค้าหรือบริการในชระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง จะมีมากน้อยซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. ราคาสินค้าชนิดนั้น
2. ระดับรายได้ของผู้บริโภค
3. ราคาสินค้าและบริการชนิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อ
4. รสนิยของผู้บริโภค
5. จำนวนประชากร
6. การโฆษณา
7. ช่วงระยะเวลาหรือฤดูกาล เป็นต้น
สำหรับปัจจัยดังกล่าวสามารถที่จะอธิบายได้ดังนี้
ราคาสินค้า เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อผู้บริโภค เนื่องจากต้องการใช้สินค้าทำให้เกิดความพึ่งพอใจสูงสุด ดังนั้นหากราคาสินค้ามีราคาเพิ่มขึ้น ก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้นน้อยลง แต่ถ้าการาคาสินค้านั้นลดลงก็จะทำให้มีการซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่นสินค้าชนิดเดียวกันใช้แทนกันได้อย่างเช่นเนื้อไก่ราคาถูกกว่าเนื้อหมูจะมาซื้อเนื้อไก่แทน หรือว่าสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกัน
รายได้ของผู้บริโภค โดยสินค้าทั่วไปนั้นหากรายได้ของผู้บริโภคนั้นสูงก็จะสินค้าจำนวนนั้นมากหากรายได้ของผู้บริโภคน้อยก็จะทำให้เลือกซื้อสินค้านั้นน้อยลงเช่นกัน ยิ่งเป็นสินสินค้าสิ้นเปืองด้วยแล้วหรืออาจจะไม่ซื้อเลย แต่หากเป้นสินค้าที่มีความจำเป็นในการดำเนินใช้ชีวิตประจำวันแล้วอาจจะจำเป็นต้องซื้อ
ราคาสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นตัวกำหนดปัจจัย หากสินค้าที่มีสองชนิดสามารถทดแทนกันได้อาจจะต้องเลือกสินค้าชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าที่สามารถแทนกันได้
รสนิยมของผู้บริโภค สำหรับสรนิยมแล้วมีความต้องการในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง แต่สินค้าชนิดนั้น และอาจจะไม่นิยมในช่วงระยะเวลาต่อมาก็ได้
จำนวนประชากร ซึ่งมีความต้องการที่มีน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนและช่วงอายุที่มีความต้องการสินค้าชนิดนั้นๆ หากมีจำนวนมากก็จะทำให้สินค้าจำหน่ายได้มากขึ้นด้วย
การโฆษณา การโฆษณาเป็นการประชาสัมพันธ์ ให้กับผู้บริโภคได้รับทราบและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
ฤดูกาล ในช่วงของฤดูกาลอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนของการตัดสินใจซื้อสินค้า อย่างเช่น พัดลม เครื่องปรับน้ำอุ่น ร่ม เป็ฯต้นซึ่งมีความต้องการและความจำเป็นในช่วงฤดูกาลเท่านั้น
ราคาสินค้า เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อผู้บริโภค เนื่องจากต้องการใช้สินค้าทำให้เกิดความพึ่งพอใจสูงสุด ดังนั้นหากราคาสินค้ามีราคาเพิ่มขึ้น ก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้นน้อยลง แต่ถ้าการาคาสินค้านั้นลดลงก็จะทำให้มีการซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่นสินค้าชนิดเดียวกันใช้แทนกันได้อย่างเช่นเนื้อไก่ราคาถูกกว่าเนื้อหมูจะมาซื้อเนื้อไก่แทน หรือว่าสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกัน
รายได้ของผู้บริโภค โดยสินค้าทั่วไปนั้นหากรายได้ของผู้บริโภคนั้นสูงก็จะสินค้าจำนวนนั้นมากหากรายได้ของผู้บริโภคน้อยก็จะทำให้เลือกซื้อสินค้านั้นน้อยลงเช่นกัน ยิ่งเป็นสินสินค้าสิ้นเปืองด้วยแล้วหรืออาจจะไม่ซื้อเลย แต่หากเป้นสินค้าที่มีความจำเป็นในการดำเนินใช้ชีวิตประจำวันแล้วอาจจะจำเป็นต้องซื้อ
ราคาสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นตัวกำหนดปัจจัย หากสินค้าที่มีสองชนิดสามารถทดแทนกันได้อาจจะต้องเลือกสินค้าชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าที่สามารถแทนกันได้
รสนิยมของผู้บริโภค สำหรับสรนิยมแล้วมีความต้องการในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง แต่สินค้าชนิดนั้น และอาจจะไม่นิยมในช่วงระยะเวลาต่อมาก็ได้
จำนวนประชากร ซึ่งมีความต้องการที่มีน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนและช่วงอายุที่มีความต้องการสินค้าชนิดนั้นๆ หากมีจำนวนมากก็จะทำให้สินค้าจำหน่ายได้มากขึ้นด้วย
การโฆษณา การโฆษณาเป็นการประชาสัมพันธ์ ให้กับผู้บริโภคได้รับทราบและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
ฤดูกาล ในช่วงของฤดูกาลอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนของการตัดสินใจซื้อสินค้า อย่างเช่น พัดลม เครื่องปรับน้ำอุ่น ร่ม เป็ฯต้นซึ่งมีความต้องการและความจำเป็นในช่วงฤดูกาลเท่านั้น
ฟังก์ชั่นอุปสงค์ คือสมการที่แสดงความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ระหว่าปริมาณความต้องการสินค้าของผู้บริโภคที่มีผลกับปัจจัยอื่นๆที่ได้กล่าวมาข้างต้น สำหรับการศึกษาในเบื้องต้นนั้น จะใช้ปัจจัยในการศึกษามาบางตัวเท่านั้น หากศึกษาในเชิงลึกต้องเข้าใจส่วนนี้ก่อน
โดย Qx = f(Px,Y,Py,T,…) คือระบบความต้องการสินค้าและบริการ
1. ราคาสินค้าชนิดนั้น (Px)
2. ระดับรายได้ของผู้บริโภค (Py)
3. ราคาสินค้าและบริการชนิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อ (Pz)
4. รสนิยของผู้บริโภค (T)
5. จำนวนประชากร (P)
6. การโฆษณา (A)
7. ช่วงระยะเวลาหรือฤดูกาล (S)
โดยมีการแบ่งการศึกษาได้ 3 ส่วนดังนี้
1. อุปสงค์ต่อราคา คือ ความต้องการซื้อสินค้าชนิดในชนิดหนึ่งที่ผู้ซื้อต้องการซื้อระดับราคาต่างๆ ในเวลาใดเวลาหนึ่งโดยให้ปัจจัยอื่นๆ คงนี้ โดยใช้สูตรดังนี้
Qx = f(Px)
2.อุปสงค์ต่อรายได้ คือ รายได้ของผู้บริโภคมีผลต่อปริมาณการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งในระดับราคาต่างๆ โดยให้ปัจจัยอื่นๆคงที่
Qx = f(Py)
3.อุปสงค์ต่อราคาสินชนิดอื่น คือ ปริมาณสินค้าชิดใดชนิดหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้อง กับผู้ต้องการซื้อสินคเชนิดนั้น และมีสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องนั้นได้เปลี่ยนแปลง โดยให้ปัจจัยสินค้าชนิดอื่นนั้นคงที่
Qx = f(Pz)
1. อุปสงค์ต่อราคา คือ ความต้องการซื้อสินค้าชนิดในชนิดหนึ่งที่ผู้ซื้อต้องการซื้อระดับราคาต่างๆ ในเวลาใดเวลาหนึ่งโดยให้ปัจจัยอื่นๆ คงนี้ โดยใช้สูตรดังนี้
Qx = f(Px)
2.อุปสงค์ต่อรายได้ คือ รายได้ของผู้บริโภคมีผลต่อปริมาณการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งในระดับราคาต่างๆ โดยให้ปัจจัยอื่นๆคงที่
Qx = f(Py)
3.อุปสงค์ต่อราคาสินชนิดอื่น คือ ปริมาณสินค้าชิดใดชนิดหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้อง กับผู้ต้องการซื้อสินคเชนิดนั้น และมีสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องนั้นได้เปลี่ยนแปลง โดยให้ปัจจัยสินค้าชนิดอื่นนั้นคงที่
Qx = f(Pz)
กฎของอุปสงค์ (Law of Demand)
ปริมาณการซื้อสินค้าชนิดหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาสินค้าชนิดนั้นเสมอ ในเมื่อสินค้ามีราคาสูงขึ้นผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนินั้นน้อยลง แลเมื่อราคาสินค้าชนิดนั้นลดลงผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น นั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงในทางตรงกันข้าม โดยที่ปัจจัยอื่นไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่หากว่าสินค้าชนิดอื่นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปก็จะสงผลกระทบให้การซื้อมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน โดยมีการกำหนดอยู่ 2 สาหตุคือ
1. ผลทางรายได้ที่แท้จริง ในขณะที่มีรายได้เท่าเดิมจะทำให้การซื้อสินค้าชนิดนั้นลดลงแต่ถ้าผู้บริโภคมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้การซื้อสินค้าชนิดนั้นมากขึ้นเพราะว่าผู้ซื้อมีกำลังการซื้อที่มากขึ้นนั้นเอง
2. สินค้าทดแทนกัน หากผู้บริโภคจะซื้อสินค้าชนิดนั้นตาราคาสูงขั้นจะทำให้หันมาซื้อสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ที่มีราคาต่ำกว่าและมีทดแทนกันได้ แต่ถ้าสินค้านั้นมีราคราที่สูงขึ้นก็จะทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าชนิดนั้นมากขึ้นไป
ปริมาณการซื้อสินค้าชนิดหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาสินค้าชนิดนั้นเสมอ ในเมื่อสินค้ามีราคาสูงขึ้นผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนินั้นน้อยลง แลเมื่อราคาสินค้าชนิดนั้นลดลงผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น นั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงในทางตรงกันข้าม โดยที่ปัจจัยอื่นไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่หากว่าสินค้าชนิดอื่นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปก็จะสงผลกระทบให้การซื้อมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน โดยมีการกำหนดอยู่ 2 สาหตุคือ
1. ผลทางรายได้ที่แท้จริง ในขณะที่มีรายได้เท่าเดิมจะทำให้การซื้อสินค้าชนิดนั้นลดลงแต่ถ้าผู้บริโภคมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้การซื้อสินค้าชนิดนั้นมากขึ้นเพราะว่าผู้ซื้อมีกำลังการซื้อที่มากขึ้นนั้นเอง
2. สินค้าทดแทนกัน หากผู้บริโภคจะซื้อสินค้าชนิดนั้นตาราคาสูงขั้นจะทำให้หันมาซื้อสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ที่มีราคาต่ำกว่าและมีทดแทนกันได้ แต่ถ้าสินค้านั้นมีราคราที่สูงขึ้นก็จะทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าชนิดนั้นมากขึ้นไป
เส้นอุปสงค์ เป็นเส้นที่แสดงถึงความสัมพันธ์ ระหว่างราคาสินค้าราคาสินค้าและปริมาณของผู้บริโภคต้องการซื้อ มีการกำหนดราคาและปริมาณในระดับต่างๆ โดยนำข้อมูลจากตางรางดังนี้
ตารางแสดงปริมาณความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและปริมาณที่ซื้อ
ราคา
|
ปริมาณ
|
10
|
6
|
8
|
5
|
6
|
4
|
4
|
3
|
อุปทาน
สำหรับในวิชาเศรษฐศาสตรแล้วนั้นคงต้องมีความควบคู่กับระหว่างอุปสงค์และอุปทานเสมอ ดังนั้นแล้ว อุปทานก็คือ ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายต้องการเสนอขาย ในระดับราคาต่างๆ ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยให้ปัจจัยอื่นๆคงที่ ก็คือความต้องการขายหรือทางเสนอขายของผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการนั้นเอง
ปัจจัยที่กำหนดอุปทาน
1. ราคาสินค้าสินนั้น (Px)
2. ราคาปัจจัยการผลิต(Py)
3. ต้นทุนการผลิต (C)
4. เทคโนโลยีการผลิต (T)
ปัจจัยที่กำหนดอุปทาน
1. ราคาสินค้าสินนั้น (Px)
2. ราคาปัจจัยการผลิต(Py)
3. ต้นทุนการผลิต (C)
4. เทคโนโลยีการผลิต (T)
ราคาสินค้าชนิดนั้น หากราคาสินค้าชนิดนั้นเพิ่มขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตสินค้าชนิดนั้นมีความต้องการขายสินค้ามากขึ้นด้วย และหากสินค้าชนิดนั้นลดลงผู้ขายต้องการที่จะขายสินค้าชนิดนั้นลดลงเช่นกัน สรุปคือไปตามขนาดกับราคาสินค้านั้นเอง
ราคาปัจจัยการผลิต มีทิศทางตรงกันข้ามนั้นก็คือถ้าปัจจัยการผลิตสินค้ามีมากขึ้นหรือว่าราคาสูงขั้นก็จะทำให้มีความต้องการสินค้านั้นลดลงเพราะว่าจะทำให้ผู้ผลิตนั้นมีกำไรลดลงแต่หากปัจจัยการผลิตสินค้าลดลงก็จะทำให้ความต้องการขายสินค้าเพิ่มากขึ้นด้วย
ต้นทุนการผลิต สำหรับต้นทุนการผลิตหากต้นทุการผลิตเพิ่มขึ้นก็จะทำให้มีความต้องการขายสินค้าลดลงและหากต้นทุนการผลิตต่ำลง
เทคโนโลยีการผลิต การที่นำเทคโนโลยีการผลิตนำมาใช้นั้นช่วยให้การผลิตนั้นมีประสิทธิภาพ หากเราได้นำเครื่องไม้เครื่องมือหรือว่าอุปกรณืที่เป็นเทคโนโลยีขั้ยสูงเข้ามาใช้ในการผลิตนั้นก็จะทำให้มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นและยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงความต้องการขายสินค้าจะเพิ่มมากขึ้นด้วย
นอกจากนั้นยังมีปัจจัยการผลิตอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมหรือว่านโยบาลของทางรัฐบาล และเกิดเรื่องของการเมือง การเปิดเหตุอื่นๆที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ซึ่งจะมีผลทำให้เปิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุปทานได้
สมการอุปทาน (Supply Equation)
เมื่ออุปทานเป็นการแสงความต้องการของผู้ผลิตจึงมีความสัมพันธ์กับปัจจัยการผลิตโดยสามารถที่จะเขียนได้ดังนี้
Qx = f(Px, Py, C, T,….)
จากฟังก์ชั่นเป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่ต้องการเสนอขายและปัจจัยการผลิตราคาสินค้า และยังมีปัจจัยที่สำคัญคือราคาสินค้าที่จำหน่าย
กฎของอุปทาน (law of supply)
ถ้าราคาสินค้าสูงขึ้น ปริมาณการเสนอขายสินค้าจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าราสินค้าลดลงจะทำให้ความต้องการเสนอขายสินค้ามีจำนวนลดลง
ราคาปัจจัยการผลิต มีทิศทางตรงกันข้ามนั้นก็คือถ้าปัจจัยการผลิตสินค้ามีมากขึ้นหรือว่าราคาสูงขั้นก็จะทำให้มีความต้องการสินค้านั้นลดลงเพราะว่าจะทำให้ผู้ผลิตนั้นมีกำไรลดลงแต่หากปัจจัยการผลิตสินค้าลดลงก็จะทำให้ความต้องการขายสินค้าเพิ่มากขึ้นด้วย
ต้นทุนการผลิต สำหรับต้นทุนการผลิตหากต้นทุการผลิตเพิ่มขึ้นก็จะทำให้มีความต้องการขายสินค้าลดลงและหากต้นทุนการผลิตต่ำลง
เทคโนโลยีการผลิต การที่นำเทคโนโลยีการผลิตนำมาใช้นั้นช่วยให้การผลิตนั้นมีประสิทธิภาพ หากเราได้นำเครื่องไม้เครื่องมือหรือว่าอุปกรณืที่เป็นเทคโนโลยีขั้ยสูงเข้ามาใช้ในการผลิตนั้นก็จะทำให้มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นและยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงความต้องการขายสินค้าจะเพิ่มมากขึ้นด้วย
นอกจากนั้นยังมีปัจจัยการผลิตอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมหรือว่านโยบาลของทางรัฐบาล และเกิดเรื่องของการเมือง การเปิดเหตุอื่นๆที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ซึ่งจะมีผลทำให้เปิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุปทานได้
สมการอุปทาน (Supply Equation)
เมื่ออุปทานเป็นการแสงความต้องการของผู้ผลิตจึงมีความสัมพันธ์กับปัจจัยการผลิตโดยสามารถที่จะเขียนได้ดังนี้
Qx = f(Px, Py, C, T,….)
จากฟังก์ชั่นเป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่ต้องการเสนอขายและปัจจัยการผลิตราคาสินค้า และยังมีปัจจัยที่สำคัญคือราคาสินค้าที่จำหน่าย
กฎของอุปทาน (law of supply)
ถ้าราคาสินค้าสูงขึ้น ปริมาณการเสนอขายสินค้าจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าราสินค้าลดลงจะทำให้ความต้องการเสนอขายสินค้ามีจำนวนลดลง
เครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network) คือ ระบบที่มีคอมพิวเตอร์อย่างน้อยสองเครื่องเชื่อมต่อกันโดยใช้สื่อกลาง และสามารถสื่อสารข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเครือข่ายร่วมกันได้ เช่นเครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น การใช้ทรัพยากรเหล่านี้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกล เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ก็ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ได้กับคนทั่วโลก โดยใช้แอพพลิเคชั่น เช่น เว็บ อีเมลล์ เป็นต้น
การสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีที่มาจากผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว คอมพิวเตอร์นั้นเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการประมวลข้อมูลในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว แต่มีข้อเสียคือ ผู้ใช้ไม่สามารถแชร์ข้อมูลกับคนอื่นๆได้ ดังนั้น ก่อนมีการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันโดยการ พิมพ์(print) ข้อมูลออกมาเป็นเอกสารก่อนแล้วค่อยนำไปให้ผู้ใช้ที่ต้องการใช้หรือแก้ไขข้อมูลอีกคนหนึ่ง ซึ่งทำให้เสียเวลาและเป็นวิธีที่ยุ่งยากมากเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันที่มีการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์แล้ว
การทำสำเนา(copy) หรือ บันทึก(save) ข้อมูลลงในแผ่นดิสก์(floppy disk) แล้วส่งให้คนอื่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันก่อนที่จะมีการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และนับว่าเป็นวิธีที่เสียเวลาและยุ่งยากน้อยกว่าการส่งเป็นแผ่นกระดาษ เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการแปลงข้อมูล เพราะคอมพิวเตอร์สามารถอ่านข้อมูลในแผ่นดิสก์ได้เลย การใช้คอมพิวเตอร์ลักษณะนี้เรียกว่า sneakernet หรือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีคนเป็นสื่อรับส่งข้อมูล การใช้เครือข่ายแบบ sneakernet นี้ ถือว่ายังช้ามากเมื่อเทียบกับความเร็วของคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการใช้คอมพิวเตอร์ลักษณะนี้ก็ยังมีการใช้กันอยู่บ้างในองค์กรที่ไม่มีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กันโดยสายสัญญาณ การถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเครื่องจะเร็วมากเนื่องจากการเดินทางของข้อมูลผ่านสายสัญญาณนี้ จะมีความเร็วเกือบเท่าความเร็วแสง เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะอยู่ห่างกันแค่ไหน การแลกเปลี่ยนข้อมูลก็จะเร็วกว่าการใช้แผ่นดิสก์มาก เครือข่ายแบบนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบพื้นฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
- คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่อง
- เน็ตเวิร์คการ์ด(NIC : Network Interface Card)
- สายสัญญาณและอุปกรณ์รับส่งข้อมูล เช่น เราท์เตอร์ เกตเวย์ เป็นต้น
- โปรโตคอล(Protocol) หรือ ภาษาที่คอมพิวเตอร์ใช้สื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
- ระบบปฏิบัติการเครือข่าย(NOS : Network Operating System)
ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
- สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
- สามารถแชร์ซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ได้ เช่น เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
- สามารถรวมการจัดการไว้ในเครื่องที่เป็น server
- สามารถใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์(e-mail) เพื่อติดต่อผู้ที่อยู่ไกลกันได้อย่างรวดเร็ว
- การสนทนาผ่านเครือข่าย(chat)
- การประชุมทางไกล(video conference)
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์จำนวนมาก เนื่องจากใช้ร่วมกันได้

ขอบคุณขอมูลจาก sanook
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น